ระบบก๊าซห้องฉุกเฉิน ต้องมีอะไรบ้าง ? วางระบบให้ใช้ได้ทุกเวลา

เตียงผู้ป่วยในห้องฉุกเฉินกับหัวจ่ายออกซิเจน Medical Air และสุญญากาศบนรางผนัง

ประเด็นสำคัญ

  • ระบบก๊าซห้องฉุกเฉิน ต้องจ่ายก๊าซได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง พื้นที่อย่างห้องกู้ชีพเข้าเกณฑ์ระบบ Category 1 ของ NFPA 99 เมื่อโรงพยาบาลประเมินแล้วว่าการหยุดจ่ายก๊าซมีแนวโน้มทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิต
  • ก๊าซหลักของห้องฉุกเฉินมี 3 ชนิด คือ ออกซิเจน (O₂), Medical Air 400 kPa (MA4) และ Medical Vacuum (VAC) แต่ไม่จำเป็นต้องมีทั้ง 3 ชนิดทุกเตียง ตัวอย่างใน HTM 02-01 ให้มี MA4 เฉพาะห้องกู้ชีพกับเตียง Major Treatment
  • ตาราง 1 ของ HTM 02-01 ให้ห้องกู้ชีพ 1 เตียงมีหัวจ่ายออกซิเจน 4 จุด MA4 2 จุด และสุญญากาศ 2 จุด ส่วนจุดคัดกรองมีหัวจ่ายออกซิเจนกับสุญญากาศอย่างละ 1 จุด
  • การปรับปรุงห้องฉุกเฉินที่ยังเปิดรับผู้ป่วย ต้องแยกท่อส่วนที่กำลังแก้ออกจากระบบที่ใช้งานอยู่แบบมีของกั้นทางกายภาพ และเตรียมจุดต่อแหล่งจ่ายชั่วคราว (Temporary Inlet Port) ตาม HTM 02-01
  • ท่อที่ต่อใหม่ต้องผ่านการทดสอบก่อนเปิดใช้งาน เช่น Cross-Connection Test, Piping Purge Test, Standing Pressure Test และ Piping Purity Test ตาม NFPA 99

ห้องฉุกเฉิน (Emergency Department หรือ ER) เป็นพื้นที่ด่านหน้าของโรงพยาบาลที่ต้องรองรับผู้ป่วยวิกฤตทุกนาที ความพร้อมของ ระบบก๊าซห้องฉุกเฉิน มีผลต่อการรักษาชีวิตของผู้ป่วยโดยตรง หากแรงดันตกหรือท่อหยุดจ่ายก๊าซกะทันหัน อุปกรณ์กู้ชีพและเครื่องช่วยหายใจจะทำงานไม่ได้ตามเกณฑ์ วิศวกรโรงพยาบาลและทีมออกแบบจึงต้องเข้าใจข้อกำหนดทางวิศวกรรมเพื่อป้องกันความเสี่ยงเหล่านี้ตั้งแต่ขั้นวางแบบ

Two Brothers Medical รวบรวมข้อกำหนดจากมาตรฐาน NFPA 99 และ HTM 02-01 ทั้งการแบ่งพื้นที่ ชนิดก๊าซ จำนวนหัวจ่าย และหลักการปรับปรุงระบบท่อเดิมขณะที่ห้องฉุกเฉินยังเปิดรับผู้ป่วย เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบงานออกแบบระบบก๊าซทางการแพทย์ (หลายโรงพยาบาลเรียกว่าระบบแก๊สทางการแพทย์) ของห้องฉุกเฉิน

พื้นที่ในห้องฉุกเฉินมีโซนไหนบ้างที่ต้องเชื่อมต่อระบบก๊าซทางการแพทย์ ?

รางหัวจ่ายก๊าซทางการแพทย์ประจำเตียงในตึกห้องฉุกเฉิน
ระบบก๊าซห้องฉุกเฉิน ต้องมีอะไรบ้าง ? วางระบบให้ใช้ได้ทุกเวลา 1

ห้องฉุกเฉินแบ่งเป็นพื้นที่ย่อยตามระดับความเร่งด่วนของการรักษา คู่มือ HTM 02-01 ของ NHS England แยกแผนกฉุกเฉินเป็นพื้นที่ย่อย เช่น ห้องกู้ชีพ เตียง Major Treatment เตียง Minor Treatment ห้องตรวจ และจุดคัดกรอง แต่ละพื้นที่ใช้ก๊าซและจำนวนหัวจ่ายไม่เท่ากัน รายชื่อพื้นที่ของห้องฉุกเฉินจึงเป็นข้อมูลแรกที่วิศวกรต้องใช้กำหนดขนาดท่อและตำแหน่งหัวจ่าย

1. จุดคัดกรองผู้ป่วยฉุกเฉิน (Triage Area)

จุดคัดกรองเป็นพื้นที่แรกที่ผู้ป่วยมาถึงเพื่อประเมินสัญญาณชีพและความเร่งด่วน งานหลักคือการตรวจวัด แต่ผู้ป่วยบางรายมีภาวะพร่องออกซิเจนระหว่างรอการเคลื่อนย้าย ตัวอย่างในตาราง 1 ของ HTM 02-01 จึงให้จุดคัดกรองมีหัวจ่ายออกซิเจน 1 จุดและสุญญากาศ 1 จุด

หัวจ่ายในจุดคัดกรองมักติดตั้งแบบฝังผนังใกล้โต๊ะคัดกรอง ให้พยาบาลต่อ Oxygen Flowmeter พร้อมกระบอกให้ความชื้น (Humidifier) และสายออกซิเจนแคนนูลา (Nasal Cannula) ช่วยผู้ป่วยได้ทันที

2. ห้องกู้ชีพและห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน (Resuscitation/Trauma Room)

ห้องกู้ชีพเป็นพื้นที่วิกฤตที่สุดของห้องฉุกเฉิน ใช้รับผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น ผู้ป่วยช็อก และผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุรุนแรง อุปกรณ์อย่างเครื่องช่วยหายใจ เครื่องพ่นยา และเครื่องดูดของเหลว ต้องได้ก๊าซและสุญญากาศที่แรงดันคงที่ตลอดเวลา

NFPA 99 ให้ใช้ข้อกำหนดของระบบ Category 1 กับพื้นที่ที่ให้ยาสลบหรือยาระงับความรู้สึกระดับลึก และพื้นที่ที่การหยุดจ่ายก๊าซหรือสุญญากาศมีแนวโน้มทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บรุนแรงหรือเสียชีวิต โดยโรงพยาบาลเป็นผู้จัดหมวดจากการประเมินความเสี่ยง ห้องกู้ชีพเข้าเกณฑ์ข้อหลังได้ เพราะผู้ป่วยในห้องนี้พึ่งออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจโดยตรง หัวจ่ายจึงควรอยู่ในตำแหน่งที่ทีมแพทย์เข้าถึงได้จากหลายด้านของเตียง

3. เตียงตรวจรักษา (Major Treatment และ Minor Treatment)

เตียงตรวจรักษาใช้ดูแลผู้ป่วยที่ต้องวินิจฉัย ทำหัตถการอย่างเย็บแผล ให้สารน้ำ หรือพ่นยาขยายหลอดลม HTM 02-01 แยกเป็น 2 ระดับ เตียง Major Treatment สำหรับผู้ป่วยอาการหนักมีหัวจ่ายเท่ากับห้องกู้ชีพ ส่วนเตียง Minor Treatment กับห้องตรวจแยก (Cubicle) มีหัวจ่ายออกซิเจนกับสุญญากาศอย่างละ 1 จุด

การเดินท่อในโซนนี้นิยมต่อเข้ากับรางจ่ายก๊าซบนผนัง (Bedhead Unit) ที่รวมปลั๊กไฟ ปุ่มเรียกพยาบาล และหัวจ่ายก๊าซไว้ในแนวเดียวกัน เพื่อให้หน้าเตียงเป็นระเบียบและไม่เกะกะการทำงาน

4. โซนสังเกตอาการฉุกเฉิน (Emergency Observation Ward)

โซนสังเกตอาการใช้พักดูอาการผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาเบื้องต้นแล้ว ก่อนแพทย์ตัดสินใจให้กลับบ้านหรือรับเข้าหอผู้ป่วยใน (IPD) ตาราง 1 ของ HTM 02-01 ไม่ได้แยกพื้นที่นี้ไว้ จำนวนหัวจ่ายต่อเตียงจึงต้องกำหนดในขั้นออกแบบตามระดับการดูแลที่โรงพยาบาลวางไว้สำหรับโซนนี้

เตียงในโซนนี้เปลี่ยนผู้ป่วยบ่อยกว่าหอผู้ป่วยทั่วไป หัวจ่ายและข้อต่อจึงถูกเสียบถอดบ่อยครั้ง ควรเลือกอุปกรณ์ที่ทนการสึกหรอและวางแผนตรวจการรั่วของหัวจ่ายในโซนนี้ถี่กว่าพื้นที่อื่น

แต่ละโซนในห้องฉุกเฉินต้องการก๊าซทางการแพทย์ชนิดไหนบ้าง ?

ชนิดก๊าซในแต่ละพื้นที่ขึ้นกับหัตถการที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่นั้น วิศวกรผู้ออกแบบต้องกำหนดชนิดก๊าซตามมาตรฐานที่โครงการใช้ เช่น HTM 02-01 หรือ NFPA 99 เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานจริงโดยไม่เดินท่อเกินความจำเป็น

ก๊าซทางการแพทย์หลักที่ต้องมีพร้อมใช้งานในห้องฉุกเฉิน

ก๊าซหลักที่ต้องเดินท่อเข้าห้องฉุกเฉินมี 3 ชนิด คือ ก๊าซออกซิเจน (Oxygen, O₂) Medical Air แรงดัน 400 kPa หรือ 4 bar (MA4) และ Medical Vacuum (VAC) ออกซิเจนกับสุญญากาศต้องมีทุกพื้นที่ที่ตรวจรักษาผู้ป่วย ส่วน MA4 ตัวอย่างในตาราง 1 ของ HTM 02-01 มีเฉพาะห้องกู้ชีพกับเตียง Major Treatment ซึ่งเป็นจุดที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ

ออกซิเจนใช้กู้ชีพและรักษาภาวะพร่องออกซิเจน Medical Air ใช้ขับเครื่องช่วยหายใจ (Ventilator) และเครื่องพ่นยา (Nebulizer) โดย HTM 02-01 ข้อ 4.78 ระบุว่าไม่ควรใช้ออกซิเจนขับอุปกรณ์เหล่านี้เมื่อมี Medical Air ให้ใช้ เพราะเสี่ยงไฟไหม้และสิ้นเปลือง ส่วนสุญญากาศใช้ดูดเสมหะ ของเหลว และสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นหัตถการหลักในการเปิดทางเดินหายใจให้ผู้ป่วยฉุกเฉิน

ก๊าซทางการแพทย์เฉพาะทางสำหรับหัตถการช่วยชีวิตฉุกเฉิน

บางโรงพยาบาลใช้ก๊าซผสมออกซิเจนกับไนตรัสออกไซด์อย่างละ 50% (O₂/N₂O ที่หลายคนรู้จักในชื่อ Entonox) ระงับปวดระหว่างจัดกระดูกหรือเย็บแผลขนาดใหญ่ ตาราง 1 ของ HTM 02-01 ไม่ได้กำหนดหัวจ่ายก๊าซชนิดนี้ไว้ในแผนกฉุกเฉิน ถ้าโรงพยาบาลต้องการเดินท่อเพิ่มให้ห้องหัตถการ ต้องกำหนดไว้ตั้งแต่ขั้นออกแบบ

ไนตรัสออกไซด์ที่ผู้ป่วยหายใจออกมาจะสะสมในห้องได้ การเพิ่มก๊าซชนิดนี้จึงต้องวางแผนการระบายก๊าซส่วนเกินออกจากห้องหัตถการไปพร้อมกัน เพื่อลดการสัมผัสก๊าซของบุคลากร

หัวจ่ายก๊าซทางการแพทย์ในห้องฉุกเฉินควรเลือกใช้แบบไหน ?

หัวจ่าย (Medical Gas Outlet) ของระบบก๊าซห้องฉุกเฉินใช้แบบเดียวกับพื้นที่อื่นของโรงพยาบาล ทุกแบบมีกลไกเฉพาะก๊าซ (Gas-Specific Indexing) ที่เสียบอุปกรณ์ผิดชนิดก๊าซไม่ได้ รูปแบบที่ใช้กันมี 2 ระบบหลัก

  • หัวจ่ายแบบ Quick-Connect เช่น ระบบ Ohmeda และ Chemetron เสียบถอด Flowmeter หรือชุดปรับแรงดันสุญญากาศได้ไว เหมาะกับจุดที่เปลี่ยนอุปกรณ์บ่อย
  • หัวจ่ายแบบเกลียว DISS (Diameter Index Safety System) เกลียวของแต่ละก๊าซมีขนาดเฉพาะตัวและต้องขันล็อก สายจึงหลุดยากกว่าเมื่อเตียงถูกเข็น เหมาะกับอุปกรณ์ที่ต่อค้างไว้นาน เช่น เครื่องช่วยหายใจ

ห้องฉุกเฉินรับอุปกรณ์ที่ติดมากับผู้ป่วยจากรถพยาบาลและจากแผนกอื่น จึงควรใช้หัวจ่ายระบบเดียวกันทั้งโรงพยาบาล เพื่อให้อุปกรณ์ทุกชิ้นเสียบต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องหาหัวแปลง

หัวจ่ายก๊าซทางการแพทย์ในห้องฉุกเฉินที่ต้องต่อเตียงตามมาตรฐานมีกี่จุด ?

ตัวเลขจำนวนหัวจ่ายรายพื้นที่ที่เปิดอ่านได้ฟรีคือตาราง 1 ของ HTM 02-01 Part A ฉบับ 2026 ของ NHS England ตารางนี้เป็นตัวอย่าง (Typical Examples) ที่ต้องปรับตามอุปกรณ์ที่ทีมแพทย์ใช้พร้อมกันจริง แต่ใช้เป็นจุดตั้งต้นของการออกแบบได้

ห้องกู้ชีพ 1 เตียงมีหัวจ่ายออกซิเจน 4 จุด MA4 2 จุด และสุญญากาศ 2 จุด เตียง Major Treatment ใช้จำนวนเท่ากัน ส่วนเตียง Minor Treatment ห้องตรวจ และจุดคัดกรองมีหัวจ่ายออกซิเจนกับสุญญากาศอย่างละ 1 จุด ห้องกู้ชีพกับเตียง Major Treatment แบ่งหัวจ่ายเป็น 2 วงจร (Dual Circuits) แต่ละวงจรมีวาล์วควบคุมพื้นที่ (AVSU หรือ Zone Valve) ของตัวเอง เมื่อต้องปิดวงจรหนึ่ง หัวจ่ายอีกวงจรของเตียงเดียวกันยังจ่ายก๊าซได้

ข้อกำหนดตาม HTM 02-01จุดคัดกรอง (Triage)ห้องกู้ชีพ ต่อเตียงMajor Treatment ต่อเตียงMinor Treatment และห้องตรวจ
หัวจ่ายออกซิเจน (O₂)1 จุด4 จุด4 จุด1 จุด
หัวจ่าย Medical Air 400 kPa (MA4)ไม่มี2 จุด2 จุดไม่มี
หัวจ่ายสุญญากาศ (VAC)1 จุด2 จุด2 จุด1 จุด
Design Flow ออกซิเจนต่อหัวจ่าย15 L/min15 L/min10 L/min15 L/min
Design Flow MA4 และสุญญากาศต่อหัวจ่าย40 L/min (สุญญากาศ)40 L/min40 L/min40 L/min (สุญญากาศ)
AVSU (Zone Valve)1 ชุดต่อ 6 หัวจ่าย2 ชุด2 ชุดต่อ 6 หัวจ่าย1 ชุดต่อ 6 หัวจ่าย
วงจรและสัญญาณเตือนวงจรเดียว มี Local Alarm2 วงจร มี Local Alarm2 วงจร มี Local Alarmวงจรเดียว มี Local Alarm

ที่มาของตารางคือ HTM 02-01 ตาราง 1 (จำนวนหัวจ่าย AVSU และสัญญาณเตือน) ตาราง 3 (ออกซิเจน) ตาราง 7 (MA4) และตาราง 10 (สุญญากาศ) ตาราง 2 ของ HTM 02-01 กำหนดแรงดันระบุ (Nominal Pressure) ของออกซิเจนและ MA4 ไว้ที่ 400 kPa และข้อ 4.46 กำหนดว่าแรงดันสุญญากาศที่หน้าหัวจ่ายต้องไม่ต่ำกว่า 315.5 mmHg ขณะดูดที่ 40 L/min

ค่า Design Flow เป็นอัตราการไหลต่อหัวจ่าย ส่วนขนาดท่อคำนวณจากอัตราการไหลรวมที่หักการใช้งานไม่พร้อมกันแล้ว (Diversified Flow) ตามสูตรในตารางเดียวกัน และเลือกขนาดท่อให้แรงดันตกจากต้นทางถึงหัวจ่ายต่ำกว่า 5% ของแรงดันระบุ (HTM 02-01 ข้อ 4.47)

ระบบก๊าซห้องฉุกเฉินต่างจากห้องผ่าตัดและห้อง ICU อย่างไร ?

ห้องผ่าตัดที่จ่ายก๊าซทางการแพทย์ผ่าน Medical Pendant ห้อยเพดาน
ระบบก๊าซห้องฉุกเฉิน ต้องมีอะไรบ้าง ? วางระบบให้ใช้ได้ทุกเวลา 2

ระบบก๊าซห้องฉุกเฉินใช้ก๊าซหลักชุดเดียวกับห้องผ่าตัด (OR) และห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) แต่จำนวนหัวจ่ายและก๊าซเฉพาะทางต่างกัน ตัวเลขในตารางนี้มาจากตาราง 1 ของ HTM 02-01

หัวจ่ายต่อเตียงหรือต่อห้องห้องกู้ชีพ ต่อเตียงห้องผ่าตัด (Acute Operating Theatre)ICU ต่อเตียง
ออกซิเจน (O₂)4 จุด4 จุด4 จุด
Medical Air 400 kPa (MA4)2 จุด4 จุด2 จุด
Surgical Air 700 kPa (SA7)ไม่มี2 จุดไม่มี
สุญญากาศ (VAC)2 จุด4 จุด4 จุด
ระบบกำจัดก๊าซดมยาสลบ (AGSS)ไม่มี2 จุดไม่มี

ความต่างที่ไม่อยู่ในตารางคือลักษณะการใช้งาน ห้องผ่าตัดกับ ICU รู้จำนวนผู้ป่วยล่วงหน้าจากตารางผ่าตัดและจำนวนเตียง ส่วนห้องฉุกเฉินรับผู้ป่วยที่มาโดยไม่ได้นัด รวมถึงเหตุที่มีผู้บาดเจ็บหลายรายพร้อมกัน ส่วนแหล่งออกซิเจนนอกท่อ HTM 02-01 หมวด 2 ให้แผนกที่มีท่อออกซิเจนเตรียมถังออกซิเจนไว้บนรถกู้ชีพ (Resuscitation Trolley) และมีถังสำรองสำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยภายใน

รูปแบบชุดจ่ายก๊าซรอบเตียงก็ต่างกัน ห้องผ่าตัดกับ ICU มักใช้ Medical Pendant ห้อยจากเพดานเพื่อยกสายอุปกรณ์พ้นพื้น ส่วนห้องฉุกเฉินใช้ได้ทั้ง Bedhead Unit ติดผนังและ Pendant การเลือกขึ้นกับขนาดห้องและเส้นทางเข็นเตียงหรือเครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่เข้าข้างเตียง

การปรับปรุงระบบโดยไม่ให้ห้องฉุกเฉินหยุดจ่ายก๊าซมีหลักการอย่างไร ?

การปรับปรุงระบบก๊าซในห้องฉุกเฉินเดิม (Renovation in Active Facility) ทำได้ยากกว่างานอาคารใหม่ เพราะโรงพยาบาลหยุดรับผู้ป่วยไม่ได้ การวางแผนจึงต้องยึดความต่อเนื่องของการจ่ายก๊าซเป็นอันดับแรก

การจัดระบบจ่ายก๊าซสำรองชั่วคราวและการต่อบายพาส (Temporary Bypass Supply)

HTM 02-01 ข้อ 15.185 แนะนำให้มีจุดต่อแหล่งจ่ายชั่วคราว (Temporary Inlet Port) สำหรับใช้ตอนซ่อมฉุกเฉินหรือแก้ไขระบบ ติดตั้งด้านปลายทางของวาล์วตัดแหล่งจ่ายหลัก และมีขนาดรองรับอัตราการไหลเต็มที่ ข้อ 15.186 กำหนดว่าจุดนี้ประกอบด้วยวาล์ว LVA วาล์วกันไหลย้อน (Non-Return Valve) อีกตัวด้านที่ต่อแหล่งจ่ายชั่วคราว และหัวต่อที่ปิดอุดได้

ถ้าระบบเดิมไม่มีจุดนี้ ต้องวางแผนจุดต่อถังก๊าซหรือ Manifold ชั่วคราวพร้อมเรกูเลเตอร์ตั้งแต่ขั้นออกแบบงานปรับปรุง และเฝ้าดูแรงดันที่เกจตลอดช่วงที่สลับแหล่งจ่าย เพื่อให้พื้นที่อื่นของห้องฉุกเฉินยังใช้ก๊าซได้ตามปกติ

การตัดแยกพื้นที่ทำงานเป็นโซนย่อยตามมาตรฐานความปลอดภัย (Phased Isolation)

งานปรับปรุงต้องแบ่งเป็นช่วงย่อย (Phasing Plan) แล้วใช้วาล์วควบคุมพื้นที่ (Zone Valve Box หรือ Area Valve Service Unit) ปิดก๊าซเฉพาะโซนที่กำลังปรับปรุง ไม่ให้กระทบโซนข้างเคียง HTM 02-01 ข้อ 19.23 ให้แยกท่อที่กำลังแก้ออกจากระบบที่จ่ายก๊าซจริงแบบมีของกั้นทางกายภาพ เช่น ใส่แผ่นกั้น (Spade) ใน AVSU และ LVA หรือตัดท่อแยก และข้อ 19.24 ให้ใส่ปลั๊ก “Do Not Use” ที่หัวจ่ายทุกจุดที่ได้รับผลกระทบก่อนปิดวาล์ว

ท่อทองแดงที่ใช้ต้องเป็นท่อไม่มีตะเข็บตาม ASTM B819 Type K หรือ L และระหว่างแล่นประสาน (Brazing) ต้องปล่อยไนโตรเจนแห้งไร้น้ำมัน (Nitrogen NF) ไหลผ่านในท่อตลอด เพื่อกันคราบคอปเปอร์ออกไซด์ที่ผิวด้านใน ตามข้อกำหนดการติดตั้งท่อของ NFPA 99 ส่วนงานในพื้นที่ที่มีผู้ป่วยต้องกั้นฝุ่นตามมาตรการควบคุมการติดเชื้อของโรงพยาบาล

การตรวจสอบและทดสอบคุณภาพก๊าซก่อนเปิดใช้งานตามมาตรฐาน NFPA 99 และ HTM 02-01

ท่อส่วนที่ต่อใหม่ในแต่ละช่วงต้องผ่านการทดสอบก่อนเปิดวาล์วจ่ายก๊าซเข้าหัวจ่ายที่ใช้กับผู้ป่วย NFPA 99 กำหนดการทดสอบของผู้ติดตั้ง เช่น Initial Cross-Connection Test, Initial Piping Purge Test และ Standing Pressure Test 24 ชั่วโมงสำหรับท่อออกซิเจนและไนตรัสออกไซด์ แล้วตามด้วยการทดสอบของผู้ตรวจรับ (Verifier) เช่น Cross-Connection Test, Piping Purge Test และ Piping Purity Test

HTM 02-01 ข้อ 19.25 ถึง 19.26 แยกขนาดงานต่อเติมไว้ งานต่อเติมที่มีรอยแล่นประสานไม่ถึง 10 จุดต่อก๊าซหนึ่งชนิดทดสอบด้วยก๊าซใช้งานได้ แต่ถ้าเกิน 10 จุดให้ถือเป็นงานติดตั้งขนาดเล็กที่ต้องทดสอบตามขั้นตอนทั้งหมดจนถึงจุดต่อเข้าระบบเดิม

แผนฉุกเฉินระบบก๊าซขัดข้องต่างจากระบบก๊าซห้องฉุกเฉินอย่างไร ?

คนที่ค้นหาข้อมูลเรื่องนี้มักเจอเอกสาร 2 เรื่องปนกัน คือระบบก๊าซห้องฉุกเฉินกับแผนรับมือเมื่อระบบก๊าซส่วนกลางขัดข้อง ทั้งสองคำมีความหมายและขอบเขตงานต่างกัน

ระบบก๊าซห้องฉุกเฉินหมายถึงท่อจ่ายก๊าซ หัวจ่าย และวาล์วควบคุมที่ติดตั้งประจำแผนกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (Emergency Department) เพื่อให้บริการรักษาพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง พื้นที่อย่างห้องกู้ชีพจัดเป็น Category 1 ได้ตามผลการประเมินความเสี่ยงของโรงพยาบาล

ส่วนแผนฉุกเฉินระบบก๊าซทางการแพทย์ (Medical Gas Emergency Plan) คือแผนบริหารความเสี่ยงและขั้นตอนปฏิบัติเมื่อระบบส่วนกลางขัดข้อง เช่น ท่อเมนรั่ว แหล่งก๊าซหลักหยุดจ่าย หรือเกิดเพลิงไหม้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สลับไปใช้แหล่งจ่ายสำรอง (Reserve Supply) หรือถังสำรองเคลื่อนที่ได้ถูกต้องตามแผนของโรงพยาบาล

ตัวอย่างโครงการติดตั้งและปรับปรุงระบบก๊าซห้องฉุกเฉินของ Two Brothers Medical

Two Brothers Medical มีผลงานระบบก๊าซทางการแพทย์ในห้องฉุกเฉินที่เปิดเผยได้ 2 โครงการ คืองานปรับปรุงห้องฉุกเฉินเดิม และงานติดตั้งในโรงพยาบาลที่มีห้องฉุกเฉินร่วมกับห้องผ่าตัด

โครงการปรับปรุงระบบก๊าซห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ในโครงการปรับปรุงห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ทีมวิศวกรของ Two Brothers Medical รับงานติดตั้งและปรับปรุงระบบก๊าซทางการแพทย์ของห้องฉุกเฉิน ซึ่งเป็นงานประเภทปรับปรุงพื้นที่เดิมตามที่อธิบายในหัวข้อการปรับปรุงระบบด้านบน

โครงการติดตั้งระบบก๊าซห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลมาย สปายน์ เขาใหญ่

ที่โรงพยาบาลมาย สปายน์ เขาใหญ่ Two Brothers Medical ติดตั้งระบบก๊าซทางการแพทย์ครอบคลุมห้องผ่าตัด ห้องฉุกเฉิน ห้องพักฟื้น และห้องเครื่องต้นกำเนิดก๊าซ (Medical Gas Plant Room)

สรุป

การออกแบบ ระบบก๊าซห้องฉุกเฉิน เริ่มจากการแบ่งพื้นที่ให้ตรงกับการใช้งานจริง คือจุดคัดกรอง ห้องกู้ชีพ เตียงตรวจรักษา และโซนสังเกตอาการ แล้วกำหนดชนิดก๊าซกับจำนวนหัวจ่ายตามมาตรฐานที่โครงการใช้ ตัวอย่างใน HTM 02-01 ให้ห้องกู้ชีพมีหัวจ่ายออกซิเจน 4 จุด MA4 2 จุด และสุญญากาศ 2 จุดต่อเตียง แบ่งเป็น 2 วงจร

งานปรับปรุงห้องฉุกเฉินที่ยังเปิดรับผู้ป่วยต้องมีจุดต่อแหล่งจ่ายชั่วคราว แยกท่อที่กำลังแก้ออกจากระบบที่ใช้งานอยู่แบบมีของกั้นทางกายภาพ และทดสอบท่อที่ต่อใหม่ตาม NFPA 99 ก่อนเปิดจ่ายก๊าซให้ผู้ป่วย

ทีมวิศวกรของ Two Brothers Medical มีประสบการณ์ในงานระบบก๊าซทางการแพทย์มากกว่า 15 ปี ให้บริการออกแบบ ติดตั้ง ปรับปรุง และซ่อมบำรุงระบบก๊าซทางการแพทย์สำหรับห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด และห้องผู้ป่วยวิกฤต หากโรงพยาบาลกำลังวางแผนสร้างห้องฉุกเฉินใหม่หรือปรับปรุงระบบเดิม ติดต่อทีมวิศวกรของเราเพื่อขอคำปรึกษาได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับระบบก๊าซห้องฉุกเฉิน

ห้องกู้ชีพ (Resuscitation Room) ต้องมีหัวจ่ายออกซิเจนกี่จุดต่อเตียง ?

ตัวอย่างในตาราง 1 ของ HTM 02-01 คือหัวจ่ายออกซิเจน 4 จุดต่อเตียง คู่กับ MA4 2 จุด และสุญญากาศ 2 จุด แบ่งเป็น 2 วงจร จำนวนจริงขึ้นกับอุปกรณ์ที่ทีมแพทย์ใช้พร้อมกันในห้องนั้น

ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N₂O) จำเป็นต้องมีในห้องฉุกเฉินหรือไม่ ?

ไม่จำเป็น ตาราง 1 ของ HTM 02-01 ไม่ได้กำหนดหัวจ่ายไนตรัสออกไซด์หรือก๊าซผสมออกซิเจนกับไนตรัสออกไซด์ในแผนกฉุกเฉิน ถ้าโรงพยาบาลต้องการเดินท่อเพิ่มให้ห้องหัตถการ ต้องกำหนดในขั้นออกแบบพร้อมวิธีระบายก๊าซส่วนเกินออกจากห้อง

แรงดันสุญญากาศและอัตราการไหลในห้องฉุกเฉินต้องมีค่าเท่าไหร่ตามมาตรฐาน ?

HTM 02-01 ข้อ 4.46 กำหนดว่าแรงดันสุญญากาศที่หน้าหัวจ่ายต้องไม่ต่ำกว่า 315.5 mmHg ขณะดูดที่อัตราออกแบบ 40 L/min ส่วนค่า 300 mmHgV (12 in. HgV) ใน NFPA 99 คือเกณฑ์ที่ Alarm ต้องเตือนเมื่อสุญญากาศลดลง ไม่ใช่แรงดันใช้งาน

การปรับปรุงระบบก๊าซในห้องฉุกเฉินที่เปิดบริการตลอดเวลาต้องอ้างอิงมาตรฐานข้อไหน ?

HTM 02-01 มีข้อ 15.185 ถึง 15.186 เรื่องจุดต่อแหล่งจ่ายชั่วคราว และข้อ 19.23 ถึง 19.28 เรื่องการแยกท่อออกจากระบบที่ใช้งานอยู่และการทดสอบงานต่อเติม ส่วน NFPA 99 ใช้ข้อกำหนดการติดตั้งท่อและการทดสอบกับท่อที่ต่อใหม่ทุกช่วง

หัวจ่ายก๊าซทางการแพทย์แบบไหนเหมาะกับห้องฉุกเฉิน ?

ใช้ได้ทั้งแบบ Quick-Connect และแบบเกลียว DISS ข้อที่ควรยึดคือใช้ระบบเดียวกันทั้งโรงพยาบาล เพราะห้องฉุกเฉินรับอุปกรณ์ที่ย้ายมากับผู้ป่วยจากรถพยาบาลและแผนกอื่น

ห้องฉุกเฉินจำเป็นต้องมีระบบท่อจ่ายก๊าซที่แยกโซนอิสระหรือไม่ ?

จำเป็น ตาราง 1 ของ HTM 02-01 ให้แผนกฉุกเฉินมี AVSU ระดับแผนก 1 ชุด และมีประจำพื้นที่ย่อยอีก เช่น ห้องกู้ชีพ 2 ชุด พร้อม Local Alarm ทุกพื้นที่ เพื่อปิดก๊าซเฉพาะจุดได้โดยไม่กระทบพื้นที่อื่น

สารบัญบทความ

ต้องการติดตั้งหรือออกแบบระบบก๊าซทางการแพทย์?

ปรึกษาทีมวิศวกรของ Two Brothers Medical ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย — ออกแบบ ติดตั้ง ตรวจสอบ และบำรุงรักษาตามมาตรฐาน ISO 7396-1 และ NFPA 99