Medical Air คืออะไร ? ต่างจากออกซิเจนอย่างไรในระบบโรงพยาบาล

หัวจ่ายออกซิเจนสีเขียว Medical Air สีเหลือง และสุญญากาศสีขาวที่หัวเตียง

ประเด็นสำคัญ

  • Medical Air คืออะไร ระบบนี้คืออากาศอัดบริสุทธิ์เกรดทางการแพทย์ที่มีสัดส่วนออกซิเจน 20.9% เท่าบรรยากาศธรรมชาติ ปราศจากความชื้น น้ำมัน สารพิษ และแบคทีเรีย
  • Medical Air ต่างจากออกซิเจนทางการแพทย์ที่มีความเข้มข้นไม่ต่ำกว่า 99.5% สิ้นเชิง ทั้งคู่จ่ายที่แรงดัน 400 kPa (4 bar) แต่ใช้หัวจ่ายและรหัสสีต่างกันเพื่อกันการต่อผิด
  • ไม่ควรนำออกซิเจนบริสุทธิ์มาเปิดใช้แทน Medical Air เพราะเสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบจากออกซิเจนเป็นพิษ และเพิ่มอันตรายต่อการเกิดเพลิงไหม้ในห้องผ่าตัด
  • การใช้งานหลักของ Medical Air ในโรงพยาบาลคือการขับเคลื่อนเครื่องช่วยหายใจ Ventilator การผสมก๊าซผ่าน Air-Oxygen Blender เพื่อควบคุมค่า FiO2 และการพ่นละอองยา
  • ระบบจ่ายก๊าซ Medical Air System ประกอบด้วยคอมเพรสเซอร์ไร้น้ำมัน เครื่องทำลมแห้ง Desiccant Dryer ฟิลเตอร์กรองเชื้อโรค และหัวจ่าย Medical Air Outlet ระบบพินล็อก DISS ป้องกันการต่อสายสลับชนิดก๊าซ

ระบบก๊าซทางการแพทย์ทำหน้าที่ค้ำจุนชีวิตผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง บุคลากรทางการแพทย์และช่างอาคารคุ้นเคยกับออกซิเจนเป็นหลัก ทว่ายังมีก๊าซช่วยหายใจอีกชนิดหนึ่งที่ทำงานคู่ขนานกันอยู่เบื้องหลัง นั่นคืออากาศทางการแพทย์ หากผู้ดูแลไม่เข้าใจว่า Medical Air คืออะไร มีความแตกต่างจากออกซิเจนในแง่มุมไหน หรือเกิดความสับสนในการใช้งาน ย่อมส่งผลกระทบต่อแผนการรักษาและความปลอดภัยของผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤตทันที

บทความนี้ TBM ได้รวบรวมข้อมูลเชิงวิศวกรรมเพื่ออธิบายความแตกต่างระหว่าง Medical Air กับออกซิเจน โครงสร้างของระบบจ่ายอากาศส่วนกลาง ตลอดจนมาตรฐานการควบคุมคุณภาพตามข้อกำหนดสากล ช่วยให้ทีมวิศวกรและฝ่ายจัดซื้อเลือกใช้อุปกรณ์ได้ถูกต้อง

Medical Air คืออะไร ?

เครื่องช่วยหายใจต่อสาย Medical Air และออกซิเจนเข้ากับหัวจ่ายบนผนัง
Medical Air คืออะไร ? ต่างจากออกซิเจนอย่างไรในระบบโรงพยาบาล 1

Medical Air หรือ อากาศทางการแพทย์ คืออากาศอัดสะอาดบริสุทธิ์ที่ผ่านกระบวนการกรองสิ่งปนเปื้อน กำจัดความชื้น และดักจับละอองน้ำมันจนผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการหายใจของมนุษย์ อากาศชนิดนี้มีสัดส่วนก๊าซใกล้เคียงกับชั้นบรรยากาศโลก ประกอบด้วยก๊าซไนโตรเจนประมาณ 78% และก๊าซออกซิเจนประมาณ 21% ไม่ใช่ก๊าซบริสุทธิ์เพียงชนิดหนึ่ง แต่เป็นอากาศผสมที่สะอาดปราศจากเชื้อจุลชีพ

ในหลายประเทศ อากาศทางการแพทย์ถูกควบคุมคุณภาพในระดับเดียวกับยา โดยมีเภสัชตำรับกำหนดเกณฑ์ไว้ การผลิตและการนำส่งผ่านท่อต้องอยู่ภายใต้การควบคุมเข้มงวด อากาศที่นำมาผลิตจะผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพเพื่อไม่ให้มีสารพิษ คาร์บอนมอนอกไซด์ หรือฝุ่นละอองหลุดรอดเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วย

นิยาม Medical Air คืออะไรในระบบก๊าซทางการแพทย์

นิยามตามเภสัชตำรับสากลระบุว่า Medical Air คือก๊าซทางการแพทย์ที่มีปริมาณออกซิเจนคงที่อยู่ในช่วง 20.4% ถึง 21.4% มีคุณสมบัติไร้สี ไร้กลิ่น และไม่เป็นพิษต่อเซลล์ร่างกาย หน้าที่หลักคือการเป็นตัวกลางนำส่งออกซิเจนเข้าสู่ถุงลมปอด และไม่รบกวนสมดุลก๊าซในกระแสเลือด

ความแตกต่างจากอากาศอัดทั่วไปในโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ที่เกณฑ์การปนเปื้อน อากาศอัดโรงงานมีไอละอองน้ำมันหล่อลื่น ความชื้นสะสม และคราบสนิมจากท่อเหล็ก หากนำมาให้ผู้ป่วยสูดดมจะก่อให้เกิดการระคายเคืองและปอดอักเสบติดเชื้อทันที Medical Air ต้องผลิตขึ้นจากเครื่องจักรที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับงานโรงพยาบาล

แหล่งกำเนิดอากาศทางการแพทย์ส่งตรงสู่เตียงผู้ป่วย

แหล่งผลิต Medical Air ในสถานพยาบาลแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ รูปแบบแรกคือสถานีผลิตอากาศอัดส่วนกลางหรือ Medical Air Plant ประกอบด้วยเครื่องอัดอากาศ ระบบดรายเออร์ และชุดฟิลเตอร์หลายชั้น ทำหน้าที่ดึงอากาศภายนอกอาคารมาอัด บำบัดให้บริสุทธิ์ แล้วส่งเข้าท่อทองแดงไปยังวอร์ดผู้ป่วย

รูปแบบที่สองคือถังก๊าซอากาศทางการแพทย์อัดความดันสูง (Medical Air Cylinders) เชื่อมต่อผ่านระบบ Manifold แหล่งจ่ายรูปแบบนี้ทำหน้าที่เป็นระบบสำรองฉุกเฉินเมื่อเครื่องอัดอากาศส่วนกลางหยุดทำงาน ช่วยให้การส่งจ่ายอากาศทางการแพทย์ไปยังจุดใช้งานข้างเตียงดำเนินไปได้ต่อเนื่อง

Medical Air ต่างจากออกซิเจนอย่างไรในโรงพยาบาล ?

หัวจ่ายออกซิเจน Medical Air และ Medvac วางเรียงกัน
Medical Air คืออะไร ? ต่างจากออกซิเจนอย่างไรในระบบโรงพยาบาล 2

การเปรียบเทียบ Medical Air กับ ออกซิเจน (Oxygen – O2) เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับความปลอดภัยของโรงพยาบาล แม้ว่าก๊าซทั้งสองจะติดตั้งคู่กัน ณ จุดจ่ายก๊าซข้างเตียงผู้ป่วยและในห้องผ่าตัด แต่มีคุณสมบัติทางเคมี ความดันใช้งาน วัตถุประสงค์ทางการแพทย์ และระบบป้องกันความปลอดภัยที่แตกต่างกันสิ้นเชิง

คุณลักษณะอากาศทางการแพทย์
(Medical Air)
ออกซิเจนทางการแพทย์
(Medical Oxygen – O2)
สัดส่วนก๊าซออกซิเจน ~21% และ ไนโตรเจน ~78%ออกซิเจนบริสุทธิ์ไม่ต่ำกว่า 99.5%
แถบสีท่อตาม HTM 02-01แถบสีขาวกับสีดำแถบสีขาว
แรงดันใช้งานมาตรฐาน4 bar (400 kPa)4 bar (400 kPa)
วัตถุประสงค์หลักขับเคลื่อนเครื่องช่วยหายใจ และผสมก๊าซควบคุม FiO2รักษาภาวะเนื้อเยื่อร่างกายขาดออกซิเจน
ความเสี่ยงทางสรีรวิทยาปลอดภัยต่อการสูดดมระยะยาวเสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบจากออกซิเจนเป็นพิษหากใช้นานเกินจำเป็น
ความเสี่ยงด้านอัคคีภัยเท่ากับบรรยากาศปกติเพิ่มความไวไฟ เร่งการลุกไหม้รุนแรง

สัดส่วนความเข้มข้นก๊าซ 21% กับ ออกซิเจนบริสุทธิ์ 99.5%

ความแตกต่างข้อแรกคือสัดส่วนความเข้มข้นของโมเลกุลออกซิเจน Medical Air มีออกซิเจนอยู่ที่ประมาณ 20.9% เท่ากับระดับออกซิเจนในบรรยากาศปกติที่มนุษย์ใช้หายใจในชีวิตประจำวัน อากาศชนิดนี้สามารถนำมาใช้ให้ผู้ป่วยหายใจต่อเนื่องระยะยาวได้ปลอดภัย

ตรงกันข้าม ออกซิเจนเหลวและออกซิเจนในถังที่ได้จากการแยกอากาศที่อุณหภูมิต่ำมาก มีความเข้มข้นไม่ต่ำกว่า 99.5% ส่วนเครื่องผลิตออกซิเจนแบบ PSA ในโรงพยาบาลได้ความเข้มข้นต่ำกว่านั้น โดย HTM 02-01 ระบุว่าทำได้สูงสุดประมาณ 95% ออกซิเจนมีสถานะเป็นยาที่ใช้ฟื้นฟูภาวะเนื้อเยื่อขาดออกซิเจน (Hypoxia) เฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น

ระดับแรงดันจ่ายก๊าซ 4 bar และการควบคุมความดัน

ในแง่ของแรงดันส่งจ่ายในระบบท่อก๊าซทางการแพทย์ ทั้ง Medical Air และออกซิเจนถูกควบคุมแรงดันใช้งานไว้ที่ 400 kPa (4 bar) เพื่อให้เหมาะกับการเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ควบคุมอัตราการไหลและเครื่องช่วยหายใจ

งานขับเครื่องมือผ่าตัดใช้อากาศแรงดันสูงกว่าแยกอีกระบบหนึ่ง โรงพยาบาลที่ออกแบบตาม HTM 02-01 เรียกว่า Surgical Air ที่ 700 kPa (7 bar) ส่วน NFPA 99 กำหนดให้ Medical Air ใช้เพื่อการหายใจเท่านั้น งานขับเครื่องมือจึงใช้ Instrument Air หรือไนโตรเจนแยกต่างหาก ขณะที่ระบบออกซิเจนจะไม่มีการจ่ายแรงดันสูงในลักษณะนี้เพื่อป้องกันอันตรายจากการสันดาป

รหัสสีท่อและหัวจ่ายตามมาตรฐานที่ใช้ออกแบบ

เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการระบุชนิดก๊าซ มาตรฐานแต่ละชุดกำหนดรหัสสีประจำท่อและหัวจ่ายไว้ต่างกัน ระบบที่ออกแบบตาม NFPA 99 ของสหรัฐอเมริกาใช้รหัสสีชุดหนึ่ง ทีมช่างต้องตรวจจากแบบแปลนของอาคาร

ส่วนระบบที่ออกแบบตาม HTM 02-01 ของสหราชอาณาจักร ท่อ Medical Air มีแถบสีขาวกับสีดำ และท่อออกซิเจนมีแถบสีขาว ทีมช่างผู้ดูแลระบบต้องตรวจสอบแบบแปลนของอาคารให้แน่ชัดว่าใช้มาตรฐานฉบับไหน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนระหว่างการซ่อมบำรุง

ทำไมจึงไม่ควรใช้ออกซิเจนแทน Medical Air

บุคลากรในโรงพยาบาลควรทราบว่า ไม่ควรนำออกซิเจนทางการแพทย์มาใช้แทน Medical Air แม้ว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเมื่อพบปัญหาแรงดันตก การสลับสายก๊าซหรือการเปิดออกซิเจนบริสุทธิ์ขับเครื่องช่วยหายใจโดยไม่มีแพทย์สั่ง ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงทั้งต่อผู้ป่วยและโครงสร้างอาคาร

ความแตกต่างของคุณสมบัติก๊าซทำให้ผลลัพธ์หลังการใช้งานตรงกันข้าม วิศวกรและทีมแพทย์จึงต้องร่วมกันกำกับดูแลระบบจ่ายก๊าซอย่างเข้มงวดตามประเด็นต่อไปนี้

  • ป้องกันภาวะออกซิเจนเป็นพิษที่ทำลายเนื้อเยื่อปอดและระบบประสาท
  • ควบคุมระดับความเข้มข้นก๊าซในบรรยากาศห้องผ่าตัดไม่ให้เกิดไฟไหม้
  • ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของระบบก๊าซทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลใช้

ความเสี่ยงจากออกซิเจนเข้มข้นสูงเกินความจำเป็น

การให้ออกซิเจนเข้มข้นสูงต่อเนื่องนานเกินความจำเป็นมีความเสี่ยงทางการแพทย์ ซึ่งแพทย์เป็นผู้กำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

การมี Medical Air ให้ผสมจึงเป็นกลไกที่ช่วยให้แพทย์ปรับสัดส่วนออกซิเจนให้พอดีกับค่าที่กำหนด

ความเสี่ยงอัคคีภัยเมื่อออกซิเจนสะสมเกินมาตรฐานในห้องผ่าตัด

ออกซิเจนเป็นก๊าซเร่งการเผาไหม้ (Oxidizing Gas) หากนำออกซิเจนมาเปิดพ่นหรือขับเคลื่อนอุปกรณ์กลไกแทน Medical Air ปริมาณออกซิเจนสะสมในห้องผ่าตัดอาจสูงเกิน 23.5% ซึ่ง NFPA 99 นิยามว่าเป็นบรรยากาศที่มีออกซิเจนสูง (Oxygen-Enriched Atmosphere)

เมื่อออกซิเจนสะสมหนาแน่น ประกายไฟเพียงเล็กน้อยจากเครื่องจี้ไฟฟ้า (Electrosurgical Unit) หรือความร้อนจากหลอดไฟ สามารถจุดให้ผ้าปูเตียงและท่อช่วยหายใจลุกไหม้เป็นเปลวเพลิงได้ทันที การใช้ Medical Air ที่มีออกซิเจนเพียง 21% จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยในห้องผ่าตัดได้อย่างมั่นคง

Medical Air ใช้ทำอะไรบ้างในโรงพยาบาล ?

Flowmeter ต่อสายสีเขียวเข้าหัวจ่ายออกซิเจนและสายสีเหลืองเข้าหัวจ่าย Medical Air
Medical Air คืออะไร ? ต่างจากออกซิเจนอย่างไรในระบบโรงพยาบาล 3

บทบาทของ Medical Air ในงานเวชปฏิบัติมีความหลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่การค้ำจุนชีวิตขั้นวิกฤตไปจนถึงการเป็นก๊าซต้นกำลังสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ การจ่ายก๊าซที่เสถียรผ่าน Medical Air System ช่วยให้แพทย์ควบคุมสภาวะการหายใจของผู้ป่วยได้อย่างแม่นยำ

อากาศทางการแพทย์ยังทำหน้าที่ปกป้องความปลอดภัยของระบบหายใจผู้ป่วย โดยถูกนำไปใช้งานใน 3 ลักษณะสำคัญ ได้แก่ การจ่ายอากาศเข้าสู่เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยวิกฤต การผสมสัดส่วนก๊าซหายใจผ่านอุปกรณ์ควบคุมความเข้มข้น และการพ่นละอองยาและการขับเคลื่อนอุปกรณ์ทางการแพทย์

ขับเคลื่อนเครื่องช่วยหายใจ Ventilator ในหอผู้ป่วยวิกฤต

การทำงานของเครื่องช่วยหายใจในห้อง ICU ต้องอาศัยทั้งออกซิเจนและ Medical Air ป้อนเข้าสู่ตัวเครื่องพร้อมกัน เครื่องช่วยหายใจจะดึงอากาศทางการแพทย์ไปใช้เป็นก๊าซฐานสำหรับการสร้างวงจรการหายใจจำลอง เพื่อนำพาออกซิเจนเข้าสู่ปอดตามปริมาตรและความดันที่ตั้งไว้

ถ้าระบบขาดอากาศทางการแพทย์ เครื่องช่วยหายใจรุ่นใหม่จะส่งสัญญาณเตือนและไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ อากาศทางการแพทย์ที่สะอาดจึงเป็นหัวใจสำคัญในการพยุงชีพผู้ป่วยที่มีภาวะการหายใจล้มเหลว

ผสมก๊าซกับออกซิเจนผ่าน Air-Oxygen Blender คุมค่า FiO2

แพทย์มักต้องปรับสัดส่วนความเข้มข้นของออกซิเจนในอากาศหายใจ (Fraction of Inspired Oxygen – FiO2) ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย การใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เกิดพิษ จึงต้องต่อก๊าซทั้งสองเข้ากับอุปกรณ์ผสมก๊าซ Air-Oxygen Blender

อุปกรณ์แบลนเดอร์จะทำหน้าที่ผสม Medical Air และออกซิเจนเข้าด้วยกันอย่างแม่นยำ ช่วยให้แพทย์ปรับค่า FiO2 ได้ตั้งแต่ 21% ไปจนถึง 100% ตามความจำเป็นในการรักษา ช่วยลดความเสี่ยงต่อเนื้อเยื่อปอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก๊าซนำพาสำหรับพ่นละอองยาและขับเคลื่อนอุปกรณ์

ในการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด หรือถุงลมโป่งพอง แพทย์จะใช้ Medical Air เป็นก๊าซนำพาเพื่อพ่นยาละอองฝอย (Nebulizer) ให้ผู้ป่วยสูดดมเข้าสู่หลอดลม การใช้ก๊าซอากาศแทนออกซิเจนช่วยป้องกันไม่ให้ระดับออกซิเจนในเลือดของผู้ป่วยพุ่งสูงเกินความจำเป็น

ส่วนในห้องผ่าตัด เครื่องมืออย่างสว่านผ่าตัดกระดูกและเลื่อยผ่าตัดใช้อากาศแรงดันสูงอีกระบบหนึ่ง (Surgical Air ตาม HTM 02-01) ไม่ได้ใช้ Medical Air 400 kPa

ระบบจ่ายก๊าซ Medical Air System มีส่วนประกอบอะไรบ้าง ?

ถังรับลม ชุดกรอง และเครื่องทำลมแห้งในห้องเครื่อง Medical Air
Medical Air คืออะไร ? ต่างจากออกซิเจนอย่างไรในระบบโรงพยาบาล 4

เบื้องหลังการจ่ายอากาศบริสุทธิ์สู่เตียงผู้ป่วย คือระบบวิศวกรรมที่ซับซ้อนเรียกว่า Medical Air System ซึ่งประกอบด้วยเครื่องจักรกลหลายชนิดทำงานประสานกันเป็นระบบปิด เพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศภายนอกให้กลายเป็นก๊าซเกรดทางการแพทย์

โครงสร้างสถานีผลิตส่วนกลางประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลักที่ต้องผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานอย่างเข้มงวด ได้แก่ ชุดปั๊มลมอัดอากาศไร้น้ำมันทางการแพทย์ ระบบเครื่องทำลมแห้งและชุดกรองหลายขั้นตอน และถังพักความดันและระบบสำรองสลับการทำงาน

Medical Air Compressor ปั๊มลมอัดอากาศไร้น้ำมันมาตรฐานโรงพยาบาล

หัวใจของสถานีผลิตคือเครื่องอัดอากาศ หรือ Medical Air Compressor งานติดตั้งใหม่นิยมใช้เครื่องอัดอากาศแบบไร้น้ำมัน (Oil-Free Compressor) ซึ่ง HTM 02-01 แนะนำให้พิจารณาเพราะลดความเสี่ยงน้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อ

โรงพยาบาลเลือกได้ระหว่างระบบสโครลไร้น้ำมัน (Oil-free Scroll Medical Air Compressor) กับระบบลูกสูบไร้น้ำมัน (Piston Medical Air Compressor) โดยติดตั้งอย่างน้อย 2 ชุดเพื่อให้มีระบบสำรองเสมอ

เครื่องทำลมแห้ง Desiccant Dryer และฟิลเตอร์กรองเชื้อโรค

อากาศอัดที่ออกจากคอมเพรสเซอร์จะมีความชื้นและไอน้ำสะสม จึงต้องส่งผ่านเข้าสู่เครื่องทำลมแห้งชนิดดูดความชื้น (Desiccant Air Dryer) เพื่อลดค่าจุดน้ำค้าง (Dew Point) ให้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ป้องกันการกลั่นตัวเป็นหยดน้ำในเส้นท่อ

จากนั้น อากาศจะไหลผ่านชุดกรองหลายชั้น ประกอบด้วยฟิลเตอร์ดักจับฝุ่นละอองหยาบ ฟิลเตอร์คาร์บอนกำจัดกลิ่นและไอไฮโดรคาร์บอน และชุดกรองเชื้อโรค (Bacterial Filter) เพื่อให้อากาศมีความบริสุทธิ์สูงสุดก่อนเข้าสู่ท่อส่ง

ถังพักอากาศ Air Receiver และระบบสำรองสลับการทำงานอัตโนมัติ

ถังพักอากาศอัด (Air Receiver Tank) ภายในต้องเคลือบสารป้องกันสนิม ทำหน้าที่เป็นตัวรับแรงกระแทกและกักเก็บอากาศสำรอง ช่วยรักษาแรงดันในเส้นท่อให้คงที่สม่ำเสมอในทุกช่วงเวลาการใช้งาน

ระบบควบคุมส่วนกลางจะติดตั้งตู้ควบคุมอัจฉริยะ ทำหน้าที่สั่งสลับการทำงานของคอมเพรสเซอร์แต่ละตัวให้ทำงานเฉลี่ยชั่วโมงเท่ากัน และมีระบบ Manifold พร้อมถังก๊าซอากาศสำรองฉุกเฉินที่จะเปิดจ่ายอากาศเข้าสู่ระบบทันทีหากสถานีผลิตไฟฟ้าดับหรือคอมเพรสเซอร์หยุดทำงาน

หัวจ่าย Medical Air Outlet และระบบเซฟตี้ข้างเตียงผู้ป่วย

การเสียบหัวต่อเข้าหัวจ่าย Medical Air สีเหลือง
Medical Air คืออะไร ? ต่างจากออกซิเจนอย่างไรในระบบโรงพยาบาล 5

เมื่ออากาศทางการแพทย์ถูกส่งผ่านท่อทองแดงมาถึงห้องผู้ป่วย จุดเชื่อมต่อสุดท้ายคือ Medical Air Outlet ซึ่งติดตั้งอยู่บนผนังหรือชุดแขวนอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อให้พยาบาลเสียบสายใช้งานได้อย่างปลอดภัย

การออกแบบหัวจ่ายต้องยึดความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหลักเพื่อป้องกันความผิดพลาดของมนุษย์ โดยมีกลไกสำคัญ 2 อย่าง ได้แก่ โครงสร้างพินล็อกป้องกันการเสียบสลับสายก๊าซ และมาตรการตรวจเช็กรอยรั่วและแรงดันสม่ำเสมอ

ระบบพินล็อก DISS และ Quick-Connect ป้องกันการต่อสลับก๊าซ

หัวจ่าย Medical Air Outlet ได้รับการออกแบบตามมาตรฐานสากล เช่น Diameter Index Safety System (DISS) หรือระบบเสียบเร็ว (Quick-Connect) ที่มีเขี้ยวและขนาดเกลียวเฉพาะตัวสำหรับ Medical Air เท่านั้น

กลไกนี้ทำให้หัวต่อของสายออกซิเจนหรือสายสุญญากาศไม่สามารถเสียบเข้ากับช่องจ่าย Medical Air ได้ ช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากการต่อสายผิดประเภท ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างรัดกุม

การตรวจเช็กรอยรั่วและแรงดันหัวจ่ายข้างเตียงผู้ป่วย

ทีมช่างเทคนิคต้องดำเนินการตรวจสอบหัวจ่ายข้างเตียงตามตารางซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน โดยการทดสอบแรงดันคงที่ 4 bar และใช้เครื่องมือวัดอัตราการไหลให้ได้ตามมาตรฐานที่อุปกรณ์ช่วยหายใจต้องการ

ต้องตรวจสภาพซีลยางโอริงภายในหัวจ่าย หากพบว่าโอริงแข็งตัว แตกลายงา หรือมีเสียงลมรั่วซึม ต้องรีบเปลี่ยนอุปกรณ์ระบบก๊าซทางการแพทย์ทันทีเพื่อไม่ให้ระบบสูญเสียแรงดันและสิ้นเปลืองพลังงาน

เกณฑ์ความสะอาด Medical Air ตามเภสัชตำรับและ NFPA 99

ความปลอดภัยของอากาศทางการแพทย์วัดจากความบริสุทธิ์ของก๊าซ มาตรฐาน NFPA 99 ของสหรัฐอเมริกา และเภสัชตำรับยุโรป (European Pharmacopoeia) ได้กำหนดค่าควบคุมสารปนเปื้อนไว้อย่างเข้มงวด

ทีมวิศวกรโรงพยาบาลจำเป็นต้องสุ่มตรวจวิเคราะห์คุณภาพอากาศเป็นประจำ เพื่อควบคุมสารปนเปื้อนสำคัญไม่ให้เกินเกณฑ์มาตรฐานดังนี้

ค่าจุดน้ำค้าง Dew Point ป้องกันการเกิดหยดน้ำในระบบท่อ

น้ำและความชื้นคือศัตรูตัวสำคัญของระบบท่อส่งก๊าซ หากมีความชื้นสะสมในท่อทองแดง จะทำให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อราและแบคทีเรีย ซึ่งเสี่ยงต่อการหลุดรอดเข้าสู่ปอดผู้ป่วย และทำให้วาล์วภายในหัวจ่ายเกิดสนิมติดขัด

มาตรฐาน NFPA 99 กำหนดให้ค่าจุดน้ำค้างของ Medical Air ที่แรงดันใช้งานไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส และต้องมีสัญญาณเตือนเมื่อจุดน้ำค้างที่แรงดันในท่อสูงกว่า +2 องศาเซลเซียส ขณะที่เภสัชตำรับยุโรป (Ph. Eur. monograph 1238) กำหนดปริมาณน้ำไว้ไม่เกิน 67 ppm ซึ่งเท่ากับจุดน้ำค้างประมาณ −46 องศาเซลเซียสที่ความดันบรรยากาศ เพื่อให้ระบบส่งจ่ายแห้งสนิทปราศจากหยดน้ำ

ค่าควบคุมก๊าซพิษ CO ปริมาณ CO2 และละอองน้ำมันปนเปื้อน

อากาศที่สูดดมต้องปราศจากก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อเม็ดเลือดแดง สารปนเปื้อนแต่ละชนิดถูกจำกัดปริมาณสูงสุดตามเกณฑ์มาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัดดังตารางต่อไปนี้

สารปนเปื้อน / พารามิเตอร์NFPA 99 (ใช้เกณฑ์ USP และเพิ่มเกณฑ์ไฮโดรคาร์บอน)เภสัชตำรับยุโรป (ค่าตาม HTM 02-01)
สัดส่วนออกซิเจน (O2)19.5% – 23.5%20.4% – 21.4%
คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)ไม่เกิน 10 ppmไม่เกิน 5 ppm
คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ไม่เกิน 500 ppmไม่เกิน 500 ppm
ละอองน้ำมันและไฮโดรคาร์บอนไฮโดรคาร์บอนสถานะก๊าซไม่เกิน 25 ppm (คิดเป็นมีเทน) และต้องไม่มีไฮโดรคาร์บอนเหลวที่ตรวจพบได้ไม่เกิน 0.1 mg/m³
ไนตริกออกไซด์และไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO และ NO2)ไม่เกิน 2.5 ppmไม่เกิน 2 ppm
ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)ไม่เกิน 5 ppmไม่เกิน 1 ppm

สรุป

Medical Air คืออากาศทางการแพทย์ที่มีบทบาทสำคัญในการค้ำจุนระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยคู่ขนานไปกับออกซิเจน การเข้าใจความแตกต่างด้านสัดส่วนความเข้มข้น แรงดันใช้งาน และรหัสสี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะออกซิเจนเป็นพิษและป้องกันอัคคีภัยในโรงพยาบาล

ระบบจ่ายก๊าซที่ดีต้องได้รับการออกแบบและติดตั้งให้ได้มาตรฐานระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้คอมเพรสเซอร์ไร้น้ำมัน ระบบทำลมแห้ง ชุดกรองประสิทธิภาพสูง และหัวจ่ายที่มีระบบเซฟตี้รัดกุม หากฝ่ายบริหารโรงพยาบาลต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการออกแบบ ติดตั้ง หรือซ่อมบำรุงระบบก๊าซและระบบแก๊สทางการแพทย์อย่างถูกต้อง ทีมวิศวกรของ Two Brothers Medical มีประสบการณ์ในงานระบบก๊าซทางการแพทย์มากกว่า 15 ปี พร้อมให้คำแนะนำและดูแลงานระบบก๊าซทางการแพทย์โดยยึดความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นหลัก

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ Medical Air ในโรงพยาบาล

Medical Air คืออะไรในระบบก๊าซทางการแพทย์ ?

Medical Air คืออากาศอัดสะอาดที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพจนปราศจากความชื้น น้ำมัน สารพิษ และเชื้อโรค มีสัดส่วนออกซิเจนประมาณ 21% และไนโตรเจน 78% เท่ากับบรรยากาศธรรมชาติ ในหลายประเทศควบคุมคุณภาพในระดับเดียวกับยา

ลมอัดโรงงานทั่วไปนำมาใช้แทน Medical Air ได้หรือไม่ ?

ไม่ได้ เพราะลมอัดในโรงงานอุตสาหกรรมมีไอละอองน้ำมันหล่อลื่น สนิม ความชื้น และแบคทีเรียสะสม หากนำมาให้ผู้ป่วยสูดดมจะทำให้เกิดภาวะติดเชื้อในปอดและทางเดินหายใจถูกทำลายอย่างรุนแรง

Medical Air Outlet ใช้รหัสสีอะไร ?

ขึ้นอยู่กับมาตรฐานที่ใช้ออกแบบระบบ ทีมช่างควรตรวจจากแบบแปลนของอาคาร ระบบที่ออกแบบตาม HTM 02-01 ใช้แถบสีขาวกับสีดำบนท่อ Medical Air

ค่าแรงดันมาตรฐานของ Medical Air อยู่ที่เท่าไหร่ ?

แรงดันมาตรฐานสำหรับจ่ายเข้าสู่เตียงผู้ป่วย ห้องไอซียู และเครื่องช่วยหายใจถูกควบคุมไว้ที่ 400 kPa (4 bar) ส่วนงานขับเครื่องมือผ่าตัดใช้อากาศแรงดันสูงแยกอีกระบบ เช่น Surgical Air 700 kPa ตาม HTM 02-01

ทำไมระบบ Medical Air System ถึงต้องมีคอมเพรสเซอร์สำรอง

เพื่อความปลอดภัยระดับวิกฤตตามหลักเกณฑ์ N+1 Redundancy ใน NFPA 99 และ HTM 02-01 หากมีเครื่องอัดอากาศเครื่องหนึ่งชำรุดหรือหยุดซ่อมบำรุง เครื่องที่เหลือต้องมีกำลังผลิตเพียงพอที่จะจ่ายอากาศทดแทนได้ 100% ทันที

หากแรงดัน Medical Air ตกในห้อง ICU ต้องแก้ไขอย่างไร ?

ให้ตรวจสอบสัญญาณเตือนบน Area Alarm Panel เพื่อระบุตำแหน่งโซนที่มีปัญหา จากนั้นตรวจสอบจุดรั่วซึมบริเวณหัวจ่ายข้างเตียง หากเกิดจากระบบท่อหลัก ให้เปิดระบบสำรอง Manifold ฉุกเฉิน และติดต่อทีมช่างซ่อมบำรุงทันที

สารบัญบทความ

ต้องการติดตั้งหรือออกแบบระบบก๊าซทางการแพทย์?

ปรึกษาทีมวิศวกรของ Two Brothers Medical ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย — ออกแบบ ติดตั้ง ตรวจสอบ และบำรุงรักษาตามมาตรฐาน ISO 7396-1 และ NFPA 99